Showing posts with label dinner. Show all posts
Showing posts with label dinner. Show all posts

Wednesday, August 15, 2012

・ Julia Child's Boeuf Bourguignon ・

เช้านี้เข้ากูเกิ้ลมา แล้วก็เจอกับสิ่งนี้ค่ะ


ก็เลยอุ๊ย! นี่มันคุณป้าจูเลียนี่นา วันนี้ (15 สิงหาคม 2555) เขามีวันเกิดครบ 100 พอดี ทางกูเกิ้ลเขาก็เลยให้เกียรติเอามาเป็น doodle น่ารักทีเดียว
จะว่าไปเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เจ้าของบล็อกก็เพิ่งได้ปรุงเมนูของคุณจูเลียไป 1 อย่าง
นั่นก็คือ Boeuf Bourguignon อันลือชื่อนั่นเอง
ไหนๆ วันนี้คุณป้าจูเลียเขาครบ 100 ปี เจ้าของบล็อกก็เลยขอเอาเมนูของเขามาลงหน่อยก็แล้วกัน เพราะว่ามันอร่อยจริง อร่อยจัง
แต่แต่แต่... สำหรับคนที่ทำเมนูนี้ ต้องมั่นใจว่ามีเวลามากกกกกจริงๆนะคะ เพราะขั้นตอนการทำยาวเหยียด เอาแค่เวลาตุ๋น ก็กินไป 3-4 ชั่วโมงแล้วค่ะ และที่สำคัญคือต้องมีหม้อเหล็กที่สามารถนำเข้าเตาอบได้ทั้งใบค่ะ
เจ้าของบล็อกใช้เวลาตุ๋นกันข้ามคืน กลิ่นหอมทะลุเข้ามาถึงในห้องนอน (เจ้าของบล็อกอยู่คอนโดค่ะ) เล่นเอาฝันถึงเนื้อตุ๋นกันทั้งคืนเลยเชียว แถมตุ๋นเสร็จ ยังไม่จบนะคะ ต้องมาเตรียมเห็ด และหอมด้วย คุณแฟนตื่นมาตี 5 เนื่องจากได้ยินเสียงเจ้าของบล็อกก๊อกแก๊กในครัว ยังถามว่า นี่มันเนื้อตุ๋นมาราธอนเหรอ.. เชอะๆๆ แต่ทำเสร็จแล้วมันก็อร่อยชิมิล่า...


สำหรับวิธีทำ เจ้าของบล็อกตามไปเก็บมาจากใน link นี้
http://www.food.com/recipe/boeuf-bourguignon-a-la-julia-child-148007
แต่ภาษาไทย ยังไม่เห็นมีใครเอามาลงเลยค่ะ เจ้าของบล็อกแปลให้แล้วกันเนอะ (เฮือกกกก ... มันยาวม้ากกกกก)
เริ่มกันเล้ยยย

I entered Google this morning and I found Julia Child's doodle to celebrate 100th birthday of Julia. That's cute.
About a week ago, I just made one of her famous recipe. It's Boeuf Bourguignon!
So.. on the occasion I want to post this recipe to confirm her talented kitchen skill. Because my Boeuf Bourguignon made from her recipe is really really delicious.

For those who want to made one you can follow the instruction from the link below.

But before you make it you have to make sure that you have enough time for the braising because it take about 3-4 hour for this process only.
A fireproof container with the lid is also a must. Preferably la cocotte. I use Stuab. <3 My precious. I gain my arm muscle from this. Haha...

I start cooking at 9PM and I finished at 5 AM the day after. 
I braise the stew overnight. It smell good. But since I leave in condo. So some odor can entered my room. That night I dream about stew. ;b
My boyfriend found me in the early morning busy with the dish so he keep teasing me about this "marathon stew" until now. Haha..
But I bet .. you will not regret to make this dish.


ช้อปปิ้งกันก่อนนะคะ ส่วนผสมมีดังนี้

สำหรับสตูว์
เบคอน 170 กรัม
น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
เนื้อสำหรับทำสตูว์ 1.4 กิโลกรัม หั่นเต๋า ความกว้างประมาณ 2 นิ้ว
แครอท 1 หัว ปอกเปลิอก และหั่นเป็นชิ้น
หอมใหญ่ 1 หัว ปอกเปลือก และหั่นเป็นชิ้น 
เกลือ 1 ช้อนชา
พริกไทยบดใหม่ 1/4 ช้อนชา
แป้ง 2 ช้อนโต๊ะ
ไวน์แดง 3 ถ้วย (แนะนำไวน์ที่เป็น full bodied เช่น Bordeaux/ Burgundy หรือ Chianti - คือไวน์ที่ผลิตในฝรั่งเศสนั่นแล) 
น้ำซุปเนื้อวัวที่กรองไขมันออกแล้ว 2 -3 ถ้วย 
มะเขือเทศบด 1 ช้อนโต๊ะ (เจ้าของบล็อกซื้อแบบกระป๋องเอาค่ะ) 
กระเทียบบด 2 กลีบ (ถ้าใครชอบกระเทียมก็ใส่เพิ่มได้อีกนะคะ)
ไทม์ 1 ก้าน (หรือถ้าใช้แบบแห้ง ก็ 1/2 ช้อนชาค่ะ)
ใบเบย์ 1 ใบ (เขาแนะนำให้ใช้สด แต่เจ้าของบล็อกก็ใช้แบบแห้งไปค่ะ)
สำหรับหอมเคี่ยว
หอมซุป 18 -24 ลูก ปอกเปลือก
เนยจืด 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันมะกอก 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำซุปเนื้อ 1/2 ถ้วย
เกลือและพริกไทยบดใหม่ สำหรับปรุงรส
ใบเบย์ 1 ใบ
ไทม์ 1 ก้าน
พาร์สลี่ย์ 2 ก้าน
สำหรับเห็ดผัดเนย
เห็ด 450 กรัม หั่นเป็น 4 ชิ้น
เนยจืด 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
 
 Shopping

ได้ของครบแล้วก็เริ่มทำกันค่ะ

ส่วนสตูว์
  1. เริ่มจากเตรียมเบคอนนะคะ หั่นส่วนของหนังหมูแยกออกมา พักไว้ค่ะ
  2. หั่นเบคอนหนา 1/4" นิ้ว ยาว 1 1/2" นิ้ว
  3. ต้มน้ำ 1.4 ลิตร พอน้ำเดือดปุดๆ ใส่เบคอนลงไปต้มพร้อมๆกับหนัง ประมาณ 10 นาที
  4. รินน้ำออก ซับน้ำออกจากเบคอนและหนังให้แห้ง พักไว้
  5. ตั้งเตาอบที่อุณหภูมิ 230 องศาเซลเซียส
  6. ตั้งกระทะขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 9-10 นิ้ว ลึก 3 นิ้ว บนเตาไฟกลาง เทน้ำมันมะกอกลงไป พอร้อน ผัดเบคอนในกระทะประมาณ 2-3 นาที จนเป็นสีน้ำตาล พักไว้บนจาน เก็บน้ำมันไว้นะคะ
  7. หันมาที่เนื้อสตูว์กันบ้างค่ะ ซับน้ำออกจากชิ้นเนื่อ แล้วเอาลงผัดในกระทะ จนเป็นสีน้ำตาลครบทุกด้าน
  8. พอเนื้อเป็นสีน้ำตาลปั๊บ เอามาพักบนจานเดียวกับเบคอนเลยค่ะ
  9. คราวนี้เอาหอมใหญ่กับแครอทลงผัดในกระทใบเดิม เอาให้นิ่มเลยนะคะ
  10. เทน้ำมันออกจากเบคอนและเนื้อที่เราพักไว้ แล้วใส่ในหม้อที่เราจะเอาไปตุ๋นในเตาน่ะค่ะ ใส่แครอบและหอมลงไปพร้อมกันเลย 
  11. โรยเกลือ พริกไทย และแป้งลงไปค่ะ เขย่าให้พอเข้ากัน จากนั้นก็ส่งเค้าเข้าเตาอบไปก่อน 4 นาที แบบไม่ต้องปิดฝานะคะ
  12. ครบ 4 นาทีแล้ว เอาออกจากเตาค่ะ ลดความร้อนลงเหลือประมาณ 
  13. ใส่ไวน์และน้ำซุปจนกระทั่งท่วมเนื้อทั้งหมด ใส่มะเขือเทศบด กระเทียม ใบเบย์ ไทม์ และหนังลงไปค่ะ ตั้งให้เดือดบนเตาซักครู่
  14. คราวนี้ปิดฝาหม้อ แล้วจับเข้าเตาอบอีกครั้งค่ะ ปรับความร้อนให้ของเหลวในหม้อเดือดเบาๆ ทิ้งไว้ 3-4 ชั่วโมงค่ะ วิธีดูว่าเนื้อได้ที่รึยังก็คือลองเอาส้อมจิ้มดูค่ะ ถ้าจิ้มลงง่ายๆ ล่ะก็ ประสบความสำเร็จแล้วค่ะ
ระหว่างนั้นมาเตรียมหอมกัน
  1. ถ้าใช้หอมแช่แข็งต้องละลายน้ำแข็งแล้วก็ซับน้ำให้เรียบร้อยก่อนนะคะ เสร็จแล้วก็เตรียมหม้อกัน ใส่เนยกับน้ำมันมะกอกในหม้อค่ะ ตามด้วยหอม ผัดด้วยไฟกลางไปประมาณ 10 นาที หมั่นกลับด้านหอมซักนิดนึงค่ะ หอมจะได้ไม่แตก แล้วก็เป็นสีน้ำตาลสวยเท่าๆกัน
  2. เทน้ำซุปลงไปค่ะ ลองชิม และปรุงรสดูนะคะ ใส่ใบเบย์ ไทม์ และพาร์สลี่ย์ ปิดฝาไว้ แล้วเคี่ยวไฟต่ำประมาณ 40-50 นาที จนกระทั่งหอมนุ่ม แต่ยังคงรูปเดิมอยู่ และน้ำซุปได้ระเหยออกไปเกือบหมดแล้ว
  3. เอาใบเบย์ ไทม์ และพาร์สลี่ย์ออกจากหม้อ พักหอมไว้บนจานก่อน 
หันมาเตรียมเห็ดกันบ้าง
  • ตั้งเนยกับน้ำมันมะกอกในกระทะใบใหญ่ ใช้ไฟสูงนะคะ พอฟองเริ่มหายไป ก็ใส่เห็ดลงไปในกระทะได้เลย หมั่นเขย่ากระทะจนครบ 5 นาที เห็ดจะเริ่มเป็นสีน้ำตาล เราก็เอาออกจากกระทะมาพักไว้ได้เลย
ขั้นตอนสุดท้าย (รึเปล่า..)
  1. พอเราเห็นว่าเนื้อนุ่มแล้ว นำเนื้อออกจากหม้อที่เราตุ๋น กรองของเหลวใส่กระทะไว้นะคะ 
  2. ล้างหม้อที่เราตุ๋นให้สะอาดเอี่ยมค่ะ นำเนื้อและเบคอนกลับมาใส่ในหม้อ จับพวกเศษแครอทกับหอมใหญ่ และสมุนไพรต่างๆออกไปค่ะ (เจ้าของบล็อกไม่ได้เอาออกแหละ อยากให้มีผักเยอะหน่อย)
  3. เอาเห็ดกับหอมที่เราเตรียมไว้ ใส่หม้อตามเนื้อลงไป พักไว้สักครู่ค่ะ
  4. หันมาหาซอสที่กรองไว้ ตั้งไฟให้เดือดเบาๆ ประมาณ 1-2 นาที  ตักมันที่อยู่บนผิวหน้าออก จนเหลือซอสประมาณ 2 1/2 ถ้วย และซอสข้นจนกระทั่งเคลือบช้อนได้บางๆ ถ้าซอสข้นเกินไป ให้เติมน้ำซุปเล็กน้อย แต่ถ้าซอสยังเหลวเกินไป ก็ต้มไปเรื่อยๆจนได้ความข้นที่ต้องการค่ะ
  5. ชิมรสและปรุงตามชอบ ถ้าได้รสที่ถูกใจแล้ว เทซอสลงบนเนื้องและผักของเราในหม้อค่ะ 
จัดเสิร์ฟ... แฮ่กกันหรือยังคะ :D
  • ถ้าเสิร์ฟทันที เอาหม้อขึ้นตั้งไฟอีกครั้งนะคะ ให้เดือดเบาๆ ประมาณ 2-3 นาที จะเสิร์ฟจากหม้อเลย หรือจะแบ่งเสริ์ฟก็ได้ค่ะ ทานพร้อมข้าว มันฝรั่ง ขนมปัง อะไรก็ได้ ตามใจชอบเลยตกแต่งด้วยพาร์สลีย์สีเขียวดูสดใสค่ะ
  • ถ้ายังไม่เสิร์ฟตอนนี้ ก็ปล่อยให้สตูว์ของเราเย็นก่อนค่ะ ปิดฝา แล้วเก็บไว้ในตู้เย็นนะคะ  ถ้าจะทานแล้วก็เอาออกจากตู้เย็นก่อนซัก 20 นาทีค่ะ ตั้งไฟกลางประมาณ 10 นาที ถ้ารู้สึกว่าเนื้อแห้ง จะเติมน้ำมันมะกอก หรือเนยลงไปในระหว่างนี้ก็ได้ค่ะ
 ผลสำเร็จ ท้าดา...
Finished..

 ทานกับสปาเก็ตตี้ก็อร่อย
With spaghetti

 หรือจะโปะหน้าขนมปังก็เยี่ยม
With garlic bread.

ว่าแล้วก็ลาไปด้วยประโยคฮิตของคุณป้าจูเลียค่ะ Bon Appétit :)

To say goodbye in Child's way, I guess I must say Bon Appétit. :)

Tuesday, January 25, 2011

Restaurant review ・ Mizu's Kitchen ・


I've found this restaurant in 'a day' magazine.
Normally it's a teenagers magazines that present about new / different way of thinking.
But this issue is different. They present 100 yummy restaurants in Thailand and I think it's interesting because most of them have their unique style / selling point.

And for our first try we choose Mizu's Kitchen that is located near my bf's office so we don't have to waste much time on the road on our Friday night.

This restaurant is in Patpong area, where I don't think it's a dinner place at all. We lost in ago-go land and have to deny many shows those offer us for about 15 mins and finally we found it.


"Mizu's Kitchen"

Patpong soi 1, left hand side.


A retro style decoration



We ordered 2 recommended menus, Sarika beef steak and Stroganof rice.

They were delicious, the beef steak and beef in stroganof rice were taste good, soft and tender. They also provide the steak sauce separately but we think it's too salty so we didn't pour them all.

The size of steak platter is quite small while Stroganof rice is quite big.

This meal cost us about 500 Baht. including beer. Reasonable.

So.. if you have chance to stop by around Patpong area, let's try. :)

Thursday, September 2, 2010

・Sable fish steak with wasabi sauce ・


After we've done many (?) of dessert,
now it's time for main dish.
Reason that I choose this recipe is because I did it for our (my bf & me) dinner and my bf is so crave about fish and wasabi.
Luckily that I have sable fish in my fridge but actually in the recipe they use salmon, so I think you can adjust as you wanted.
But I like the taste & moisture in this kind of fish that is differrent from salmon.
Because salmon tend to have more dry texture when it cooked.
I got this recipe from Health& Cuisine magazine, March 2010 issue.


So if you already got all ingredients, let get started.

・Sable fish steak with wasabi sauce ・
For 2 pax


Ingredient

Sable fish steak
Sable fish (or another) 2 pieces
Salt and pepper for seasoning
Olive oil (to fry fish)

Wasabi sauce
Fish stock 1 cup
Whipping cream 3 tablespoon
Unsalted butter 2+1/2 tablespoon
All purpose flour 2 tablespoon
Chopped onion 2 tablespoon
Wasabi cream 1 tablespoon
Ebiko 2 tablespoon

Direction
1. Put salt, pepper and olive oil on the fish, leaveit for a while.
2.Fry onion with butter on the low fire until soften put in all purpose flour, fish stock and wasabi boil until sauce get thicker. Strain through the sieve. Put sauce on fire again, add whipping cream and seasen with salt and pepper.
3. Fry fish in the pan with olive oil until done. Serve with wasabi sauce and ebiko.

Note
I found that cooking fish on a low heat you will get more satisfaction on the taste and the texture. I have done a little study and I found that when you cook on high heat even you will get the same result that you meat is cooked but the fiber and juice in the meat has been destroy by that mean. So I suggest that you should try this "slow cooked" thing and I think it will be worth trying. :)