Showing posts with label review. Show all posts
Showing posts with label review. Show all posts

Monday, August 6, 2012

Snack review ・Lotte Pie No Mi ・

วันนี้มารีวิวขนมสัญชาติญี่ปุ่นกันค่ะ เจ้าของบล็อกสอยมาจาก B2S
จำได้ว่าราคาไม่แพงมาก แต่ก็จำราคาเป๊ะๆไม่ได้อ่ะค่ะ (แหง่ววว) :p เจ้าของบล็อกนี้จำอะไรได้บ้างล่ะเนี่ย

Today I'll review Japanese snack. It's called "Pie No Mi" or actually it's a petite chocolate pie.
At first sight the design is catching my attraction. It's so cute, so kawaii.
Once I opened the box, it also explain how to eat this pie.
By putting the pie in microwave for 60 seconds (500 watt) or 50 seconds (600 watt) depends on your microwave.
Or you can simply have the pie with your sundae ice cream. 


Lotte Pie No Mi เป็น Chocolate pie ชิ้นเล็กๆค่ะ Package เขาก็ดูน่ารักน่าเอ็นดูสมกับที่มีสายเลือดญี่ปุ่น
ในกล่องเขาก็บอกวิธีมาด้วย ว่าจะกินให้อร่อยต้องไปอุ่นในไมโครเวฟก่อนนะจ๊ะ
ถ้าไมโครเวฟของตัวเธอมีไฟ 500 วัตต์ ก็อบไป 60 วินาที
แต่ถ้าไฟแรงกว่านั้น ที่ 600 วัตต์ ก็เหลือแค่ 50 วินาทีโลดจ้า
แถมยังมีวิธีกินแบบอื่นๆมาฝากด้วยนะเออ จะกินกับไอศครีมซันเดย์ก็ยังได้นะเอ้อ


เจ้าของบล๊อกก็ไม่รอช้า ดิ่งไปที่ไมโครเวฟ
จัดเรียงขนมตามรูปบนกล่องทันที

เป๊ะมั้ยฮ้า :p

แต่ เอ๊ะ... เนื่องด้วยไมโครเวฟเจ้าของบล็อกเป็นรุ่นที่ไม่บอกวัตต์ค่ะ แล้วก็มีแค่โหมดไฟสูง กับละลายน้ำแข็งเท่านั้น (- . - ;) เอ่ออออ.. เศร้าได้อีก
เจ้าของบล็อกก็เลยไม่อาจทราบได้ ว่าไฟที่ว่าสูงของเจ้าหล่อนนี่มันสูงขนาดไหนกันนะ
เลยเริ่มที่ 50 วินาทีก่อนค่ะ
ออกมาเป็นเช่นนี้
...


จริงๆช็อคโกแลตก็เยิ้มระดับนึงแล้วนะคะ แต่ว่ามันยังไม่สาแก่ใจค่ะ ลองเพิ่มไปอีก 10 วิฯ

โอวววว คราวนี้ไหลเยิ้มหยดย้อยโดนใจเจ้าของบล็อกมาก

Since my microwave don't indicates the watt so I have to start with 50 sec and the result is above picture.
Chocolate starting to melt giving adore aroma and taste good.
But I try adding 10 sec more and below is what I got.
Chocolate is completely melted. I got warm chocolate sauce accompanied with crispy pie.
This is sooo good.
If you can find this snack, please try. :)


ชอบบบบ d(゚ε゚*) ช็อคโกแลตอร่อยยย แป้งพายกรอบบบ มันไปนิ้ดดด
ถ้าผู้ใดสนใจอยากจะลองหามาชิมกันล่ะก็ ตอนนี้ก็เห็นที่ CP Food Market ก็มีจัดโปรโมชั่นอยู่นะคะ ลองดูค่ะ :)

Thursday, August 2, 2012

โรตี • รีวิว

สวัสดีวันหยุดค่า... วันก่อน เจ้าของบล็อกเอารถไปล้าง นานน้านนนนจะล้างรถซักกะที ระหว่างรอรถก็จะไปหาที่นั่งกินหนมรอ เลยได้ผ่านไปทางซอยพหลโยธิน 6 (ซอยข้าง La Villa อารีย์นั่นแล)

แล้วก็ได้พบร้านโรตีรถเข็นที่อยู่ข้างทางค่ะ เจ้าของบล็อกรับรู้ได้ถึงความอร่อยจากลางสังหรณ์ เลยรีบหันหาคุณแฟนให้จอดรถในทันใด แล้ววิ่งจู๊ดไปสั่ง โรตีกล้วยโอวัลติน




รอไม่กี่อึดใจก็ได้โรตีมาอยู่ในมือ ซึ่ง... มันอร่อยมากกกกกก
เค้าทอดโรตีได้กรอบกร้วมน่าประทับใจจริงๆ ใครผ่านไปแถวนั้น อย่าลืมลองแวะชิมกันนะคะ

ทานเสร็จกลับไปรับรถที่ล้างสะอาดเอี่ยม

แล้ว...

ฝนก็ตก :'(
ฮืออออ ให้มันได้ยังเง้เซ่...


แต่ถ้าไม่เอารถไปล้างก็ไม่ได้เจอโรตีร้านอร่อยสิเนอะ ถือว่าโชคดีก็ด้ะ  :)

Friday, July 6, 2012

Snack review ・Processed Cheese Spread And Cracker ・

วันนี้มาลองทานขนมจากในรั้วในวังกันค่ะ แต่ว่าไม่ใช่ขนมโบราณเน้อ
เพียงแต่ว่ามันมาจากโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดานั่นเอง ก็มาจากวังล่ะเนอะ :D

พวกขนม/อาหารในโครงการสวนจิตรลดานี่ก็มีที่เจ้าของบล๊อกชอบอยู่หลายเมนูนะคะ
นมเขาก็หอม ไม่คาวด้วย (เจ้าของบล๊อกดื่มนมคาวๆไม่ไหวจริงๆค่ะ จะแหวะเอา) แล้วก็ยังมีบ๊วยกวนที่เคี้ยวนุ่มหนึบหนับ เปรี้ยวกำลังดี หวานกำลังโดน (เอ๊ะ! คุ้นๆ) ส่วนน้ำมะเขือเทศนี่ก็ดูจะเป็นที่นิยมของคนรักผิวสวย เพราะของเค้าเข้มข้นจริง (แต่อันนี้เจ้าของบล๊อกไม่เคยลองนะคะ ฟังเขาว่ามาอีกที)

กลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่า
ขนมนำเสนอวันนี้คือ เนยแข็งมหามงคลชนิดทาและขนมปังกรอบ จ้า
เจ้าของบล๊อกช้อบ ชอบ แต่ก็หาซื้อยากอยู่ กล่องนี้ได้มาจาก ร้านภูฟ้า สาขาดิสคอฟเวอรี่ ที่เดี๋ยวเขาจะปิดปรับปรุงนั่นล่ะ ราคาก็ไม่แพงด้วยนะเออ น่าจะ 10 กว่าบาทน่ะค่ะ ถ้าเจอร้านที่เป็นโครงการหลวงต่างๆ ลองชะเง้อดูในตู้เย็นนะคะ เขานอนอยู่ในนั้นแหละ

อ่ะ มาดูหน้าตากัน


ขนาดกล่องเขาไม่ใหญ่นะคะ ก็ประมาณฝ่ามือ

เปิดออกมามี 2 หลุมค่ะ หลุมแรกใส่ cracker ไว้ 3 แผ่น
อีกหลุมเป็นเนยแข็งมหามงคล ให้มาเยอะจุใจ ทาได้หนาพอสมควร แถมที่ตักเนยเล็กๆให้ด้วย


ที่ชอบก็เพราะว่ารสชาติมันเหมือนครีมชีสเลยค่ะ หย่อยๆ
ครั้งนี้เจ้าของบล๊อกแอ๊พพลายนิดหน่อย พอดีว่าที่บ้านมีกุ้งแห้งอยู่ก็เลยเอามาแปะไว้ด้านบน
ดูไปดูมา โอ๊ะ!~ นี่มันค๊อกเทลกุ้งแห้ง ดูหรูไฮอย่างไม่น่าเชื่อ >.< ถ้ามีไข่ปลาคาเวียร์ก็น่านำมาโรยยิ่งนัก (เคยกินเหรอยะหล่อน - -')   แถมรสชาติก็เข้ากันด้วยนะเอ้อ

จบรีวิวกันไปอย่างดื้อๆ


เอาเป็นว่าถ้าใครไปพบเจอล่ะก็ อย่าลืมซื้อมาลองชิมกันนะคะ
อร่อย แล้วก็ไม่แพงด้วยล่ะ :)

Thursday, July 5, 2012

Restaurant review • Good Apple •


วันนี้ก็มารีวิวร้านอาหารแถวบ้านอีกตามเคยค่ะ
คือช่วงนี้เจ้าของบล๊อกกับคุณแฟนกำลังตระเวนหาของอร่อยใกล้ๆ เผื่อวันไหนหิวๆ จะได้นึกร้านใกล้ๆออกได้ทันที ไม่เสียเวลา เพราะว่าเรื่องกินนี่เรื่องใหญ่ค่ะ ;b

ร้านที่จะพามาทานวันนี้อยู่ในซอยอินทามระ 4 ค่ะ ใกล้ๆกับโรงเรียนรุจิเสรีวิทยา ผ่านมากี่ทีก็ไม่เคยมาทันร้านปิดซักกะที เจ้าของบล๊อกกับคุณแฟนเลยหมายหัวร้านนี้เอาไว้ ว่าต้องมาทานให้ได้ แล้วก็สัมฤทธิ์ผลค่ะ โชคดีเมื่อวานคุณแฟนเลิกงานเร็ว เลยได้ฤกษ์ลองทานกัน



ในร้านมี 2 zone นะคะ outdoor กับ indoor เดินเข้ามาเจอป้ายถึงได้รู้ว่าเขาเปิด 11.00-20.00 น. อาหารก็หลากหลายค่ะ มีทั้งไทย ทั้งอิตาเลี่ยน ระหว่างที่กำลังงงๆ ดูเมนูกันอยู่ เชฟเดินออกมาบอกว่าซีซ่าร์สลัดสิๆ อร่อยๆ ก็เลยอ่ะ เอาๆ
พอลองดูเมนูต่อ น้องพนักงานเสิร์ฟบอกว่าสปาเก็ตตี้พริกแห้งเบคอนก็อร่อยค่ะ เลยสั่งมาอีก 1
คราวนี้ปิดเมนูแล้ว ถามเค้าเลยดีกว่า ว่าแนะนำอะไรอีกบ้าง เขาว่าลาซานญ่า ก็เลยเอาลาซานญ่าผักขมมาอีกจาน

อาหารทั้ง 3 ค่ะ


 ซีซ่าร์สลัด รสชาติกลางๆค่ะ


 สปาเก็ตตี้พริกแห้งเบคอน จานนี้เข้มข้น อร่อย แต่งงนิดหน่อยที่เขาใส่พริกหยวกเหลืองมาด้วย

 
 ลาซานญ่าผักโขม จานนี้ก็กลางๆ เช่นกัน มันไปนิด

ทานอาหารเสร็จก็ต่อด้วยของหวาน (เอ่อ.. ได้ข่าวว่ากินกันตอน 2 ทุ่ม)
เจ้าบล๊อกบล๊อกสั่งไอศครีมมา เพราะเห็นว่าเป็นเจลาโต้ดูน่ากิน ถ้วยนี้รสคาราเมลค่ะ แต่ได้ไปลองชิมรสบลูเบอร์รี่ชีสเค้กด้วย ก็แหล่มที่เดียว แต่เค้ากลัวคอเลสเตอรอล (หืมมม....)


 ส่วนคุณแฟนสั่ง roll cake ค่ะ เป็นไอศครีมเค้กรสกล้วยหอมช็อคโกแลตเนื้อเค้กมันแห้งไปนี้สสสนะคะ แต่รสกล้วยกับช็อคโกแลตชัดเชียะ


มื้อนี้เบ็ดเสร็จแล้วราคา 480 บาทจ้า อิ่มแปล้ทีเดียวเชียว
 
สรุปว่าสปาเก็ตตี้อร่อย ไอศครีมอร่อย เห็นเขามีเครื่องปั่นไอศครีมเครื่องมโหฬารมากอยู่ในครัว น่าจะทำเป็นล่ำเป็นสันเลย 
ใครที่ชอบทาเจลาโต้ก็ลองแวะไปชิมกันนะคะ (วันนั้นที่ไปทาน เป็นลูกค้าเจ้าเดียว กลัวเค้าเจ๊งง่ะ เดี๋ยวจะไม่มีของอร่อยกิน) :)

Tuesday, June 5, 2012

Snack review ・Custard Cake ・

พูดถึงคัสตาร์ดเค้ก บ้านเราก็มียูโร่ คัสตาร์ดเค้กที่อยู่มานาน วันหนึ่งฟัน-โอ เขาก็ออกคัสตาร์ดเค้กมาบ้าง ก็เลยอยากรู้ว่า เอ.. แล้วของใครมันจะถูกใจเรากว่ากันน้า.. ก็เลยเกิดรีวิวนี้ขึ้นค่ะ
ตอนแรกก็กะว่าจะเปรียบเทียบแค่ 2 ยี่ห้อ แต่ไปค้นร้าน แล้วเจอคัสตาร์ดเค้กเวียดนามเข้าอีกยี่ห้อนึง เขาชื่อโซไลท์ ก็เลยจับมาเข้าประกวดร่วมกันไปเลย

หน้าตา packaging ของทั้ง 3 ยี่ห้อ ก็จะเป็นเยี่ยงนี้นะคะ
ซองก็เป็นสีเหลืองเหมือนๆกันนะคะ น่าจะสื่อถึงคัสตาร์ดแหละ แล้วก็โชว้ใส้ด้านในที่ดูเยิ้มพอกัน ซองฟัน-โอ คัสตาร์ดเค้กจะมีน้องแพนเค้กพรีเซนเตอร์เสริมเข้ามาด้วย แถมลายเซ็นอีกต่างหาก ส่วนของโซไลท์ ซองเขาจะด้านๆ ดูไฮ แต่โดยรวม เราชอบซองของยูโร่ฯนะ ดูลงตัวดี


น้ำหนักสุทธิ:
ยูโร่ คัสตาร์ดเค้ก 17 กรัม
ฟัน-โอ คัสตาร์ดเค้ก 20 กรัม
โซไลท์ 20 กรัม

ส่วนประกอบที่สำคัญโดยประมาณ:
ยูโร่ คัสตาร์ดเค้ก
ไข่ไก่ 40% กลูโคสไซรัป 19% แป้งสาลี 16% น้ำคาล 15% น้ำมันปาล์ม 9.5% นมผง 0.5%

ฟัน-โอ คัสตาร์ดเค้ก
ไข่ไก่ 31% น้ำตาล 22% แป้งสาลี 19% น้ำมันพืช 12% น้ำเชื่อมกลูโคส 11% นมผง 2.5% อิมัลซิไฟเออร์ 1% (แต่งกลิ่นและสีสังเคราะห์ ใช้วัตถุกันเสีย)

โซไลท์
 แป้งสาลี 30% ไข่ไก่ 28% น้ำตาล 19% น้ำมันปาล์ม 10% ครีมเนย 10% (แต่งกลิ่นและสีสังเคราะห์ ใช้วัตถุกันเสีย)

พิจารณารูปลักษณ์ภายนอกกันไปแล้ว ก็มาดูภายในกันบ้างค่ะ เปิดถุงออกมาป๊าบ แต่ละยี่ห้อเค้าก็จะมีกลิ่นหอมในแบบของตัวเอง อย่างยูโร่ คัสตาร์ดเค้ก จะเป็นกลิ่นหอมหวานๆ แบบขนม, ฟัน-โอ คัสตาร์ดเค้ก เป็นกลิ่นหอมไข่ ส่วนโซไลท์นั้นก็หอมแบบหวานๆเหมือนยูโร่ฯ แต่กลิ่นจะจางๆค่ะ


ดูที่รูปร่างขนม จะเห็นว่ารูปร่างของยูโร่ คัสตาร์ดเค้ก กับฟัน-โอ คัสตาร์ดเค้กเป็นทรงโดมครึ่งวงกลมเหมือนกัน ในขณะที่โซไลท์ด้านบนจะไม่นูนเป็นโดมขึ้นมาแต่จะเรียบๆค่ะ

สำหรับสีสันยูโร่ คัสตาร์ดเค้กจะมีสีเข้มที่สุด รองลงมาคือโซไลท์ และฟัน-โอ คัสตาร์ดเค้ก ตามลำดับ

ลองดูไส้ขนมกันเต๊อะ เริ่มจาก ยูโร่ คัสตาร์ดเค้ก ที่เอิ่ม... หักครึ่งแล้วยังเจอไส้คัสตาร์ดแบบฉิวเฉียดมาก ส่วนรสชาติก็... หวานเจี๊ยบจ้า... ทั้งไส้และแป้ง หวานชนะเลิศยี่ห้ออื่นๆเลยทีเดียว แต่เนื้อขนมปังจะชุ่มๆกว่ายี่ห้ออื่น

ต่อด้วยฟัน-โอ คัสตาร์ดเค้กที่ไส้อยู่ตรงกลางเป๊ะ มีความยืดเยิ้มที่น่าประทับใจ แม้ว่าจะไม่ได้เยอะมากมาย รสชาติไม่หวานมาก แต่แปลกที่แม้จะมีไส้มากกว่ายูโร่ฯ แต่มันฝืดคอจังแฮะ แถมไส้ก็ออกจะหนืดๆ เลยช่วยเพิ่มพลังฝืดๆได้เป็นอย่างดี

ส่วนโซไลท์นั้น.. มีความงงเล็กน้อย คือ... มันไม่เหมือนไส้คัสตาร์ดเลย เหมือนเป็นโซนชุ่มฉ่ำมากกว่า เพราะไส้ดูเป็นเนื้อเดียวกับขนมปังมาก ไม่ยืดไม่เยิ้มแต่อย่างใด อ่ะ... มาลองชิม ขนมปังออกจะร่วนและแห้งกว่ายี่ห้ออื่น กัดคำแรกก็จ๋อยๆหน่อย แต่พอกินรวมกับไส้ อ้าว... อร่อยขึ้นแฮะ เพราะอย่างที่บอกว่า ไส้มันไม่เชิงเป็นคัสตาร์ด มันเป็นเหมือนขนมปังที่ทาเนยมาฉ่ำๆน่ะค่ะ มันเลยช่วยให้แป้งแห้งๆร่วนๆดีขึ้นได้พอสมควร กลิ่นหอม รสชาติก็ไม่ได้หวานมาก





หลังจากทานเสร็จ มาดูความมันของขนมกัน สรุปว่ายูโร่ คัสตาร์ดเค้ก ชนะเลิศจ้า


โดยสรุป เจ้าของบล๊อกชอบยี่ห้อโซไลท์ค่ะ หวานน้อย และมันน้อยที่สุด หลังจากทานหมด 3 ชิ้น อยากบอกว่าเลี่ยนมากค่ะ ก็ลองดูปริมาณน้ำตาลของขนมแต่ละชิ้นสิคะ จริงๆแล้วก็ไม่ดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ เก็บไว้ทานเวลาจำเป็นจริงๆก็แล้วกันเนอะ :)

Monday, May 14, 2012

Restaurant review • Bakudanya •

วันนี้พามาทานราเมงค่ะ
เออ เจ้าของบล็อกก็เพิ่งจะมารู้ตัวตอนแก่เนี่ยแหละค่ะ ว่าตัวเองเป็นคนที่มักจะเลือกทานอาหารประเภทเส้นเส้น ทั้งก๋วยเตี๋ยว ราเมง สปาเก็ตตี้ เวลาที่อยู่นอกบ้าน อาจจะเป็นเพราะว่ามันง่ายดี จบในจานเดียว แล้วด้วยความที่ตัวเองเป็นคนเรื่่องมากกับข้าวค่ะ คือถ้าเลือกทานข้าวแล้วเจอข้าวที่หุงไม่เป็นเม็ด แฉะๆ เละๆ ก็จะเซ็งๆ อีกอย่าง อาหารไทยเรานี่ข้าวถือเป็นนางเอกเลยนะคะ ถ้าข้าวไม่อร่อยซะแล้ว ตัวประกอบจะเด็ดแค่ไหน ก็ไม่เวิร์คค่ะ ฉะนั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยง วันนี้ก็เลยเลือกทานอาหารเส้นสัญชาติญี่ปุ่นค่ะ

Bakudanta เป็นร้านราเมงที่อยู่ชั้น 6 ห้างอิเซตัน เยื้องๆกับร้านหนังสือ Kinokuniya ค่ะ



ร้านนี้มีอาหารหลักๆก็คือราเมงนะคะ นอกจากนั้นก็จะเป็นพวกเครื่่องเคียงต่างๆ เช่น เกี๊ยวซ่า และคาราอะเกะ เจ้าของบล็อกสั่ง Tsukemen ไซส์เล็กมาทานค่ะ เป็นราเมงแบบเย็นที่เราจะต้องจิ้มจุ่มน้ำซุปในถ้วยก่อนทาน ซึ่งน้ำซุปนี้เค้าก็จะมีความเผ็ดให้เลือกหลายระดับนะคะ รู้สึกว่าถ้าเผ็ดมากๆก็จะ charge เพิ่มขึ้นนิดหน่อยค่ะ



เครื่องเคียงในชาม มีหมู 1 ชิ้น กระหล่ำปลีลวก ไข่ต้ม ถั่วฝักยาวปรุงรส พร้อมโปะต้นหอมญี่ปุ่นแบบพูนๆ



เจ้าของบล็อกเลือกความเผ็ดระดับหก เพราะเผลอสบประมาทว่า คนญี่ปุ่นคงไม่กินเผ็ดนักร้อกกก แต่ผลคือ ปากเจ่อเลยค่ะ เผ็ดใช้ได้เลย (T▽T) รสชาติโดยรวมอร่อยค่ะ ไม่เค็มจัด (ถ้าเทียบกับน้ำซุปซารุ ราเมน ของ Hachiban กับ Shoyu Zaru Rahmen ของ Chabuton) หรืออาจจะเป็นเพราะความเผ็ด ทำให้เราทานน้ำซุปได้น้อยกว่ายี่ห้ออื่นๆรึเปล่าไม่รู้ ชอบถั่วฝักยาว กรุบๆดี แต่เนื้อหมูแห้งไปค่ะ



วันนี้มาคนเดียว ก็เลยสั่งแค่อย่างเดียว (140 บาท) กับน้ำ 1 ขวด (20 บาท) ค่าเสียหาย 189 บาทถ้วนค่ะ (ราคารวม VAT และ TAX นะคะ)

ที่ร้านยังมีราเมงอีกหลายแบบเลยค่ะ ถ้าสนใจก็ลองดูนะคะ รู้สึกว่าจะมีอีกสาขาที่เซ็นทรัลลาดพร้าวด้วยล่ะ :)

Friday, May 11, 2012

Product review ・ Boscia Daily Hand Revival Therapy SPF 15 ・

เจ้าของบล็อกได้ Hand Cream ใหม่มาเล่นค่ะ
สืบเนื่องจากที่เป็นคนไม่ค่อยมีความมั่นใจ เวลาจะซื้ออะไรก็ต้องให้คนอื่นช่วยคอนเฟิร์ม ว่าดีจริงๆนะเออ
ดังนั้นเมื่อ Hand Cream เจ้าเดิมหมด เจ้าของบล็อกจึงเริ่มทำการบ้าน และก็ได้หลงเข้าไปใน web beautypedia ซึ่งเป็น web review เครื่องสำอางจากส่วนผสมของมันค่ะ
ผู้ที่จัดทำ web นี้ขึ้นมาก็คือคุณ Paula Begoun เจ้าของเครื่องสำอาง Paula's Choice น่ะค่ะ
ถามว่าแล้วจะไม่ลำเอียงเหรอในเมื่อเจ้าของเวป เป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง มันก็แหงแซะน่ะสิคะ เพราะเท่าที่ดูเนี่ย สินค้าของแบรนด์ Paula's Choice ดูจะได้ Rating ดี กันถ้วนหน้าเลยทีเดียว แต่้เราก็ใช้วิธีเปรียบเทียบจากประสบการณ์ของตัวเองประกอบกันค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะสอดคล้องกัน
อะไรที่เค้าว่าดี เราเคยใช้ มันก็เอ้้อออ ดีนะ อะไรที่เค้าว่าแย่ ใช้แล้วมันก็เยินจริง อะไรจริง ก็เลยจะลองเชื่อคุณ Paula เค้าดูซักตั้ง

แล้วเราก็ได้ Hand Cream นี้มาค่ะ

Boscia Daily Hand Revival Therapy SPF 15


ชอบที่เค้ามี seal ฝามาให้ :) ดูสะอาดดี

เนื้อโลชั่นสีขาวกลิ่นหอมอ่อนๆ สะอาดๆ แบบพืชๆ เขียวๆ น่ะค่ะ (บ่ใช่เหม็นเขียวเน่อ) มีกลิ่นกันแดดนิดหน่อย รับได้

เจ้าของบล็อกเป็นคนมือแห้งมากค่ะ ต้องทาครีมตลอดเว ซึ่งไม่รู้ว่าบางคนเคยเป็นมั้ย เวลาที่ทาครีมแล้วมันเหมือนระเหยไป แทนที่มันจะซึมน่ะค่ะ เหมือนทาแล้วไม่ได้ทา

แต่ตัวนี้ไม่เป็นเลย ทาแล้วให้ความชุ่มชื่นในระดับที่พอใจ ไม่ระเหยหาย และที่แจ๋วคือไม่เหนียวเหนอะหนึบหนับให้รำคาญใจ แถมยังเพิ่มสารกันแดดให้อีกต่างหาก เย่! ครบครันคุ้มค่ามาก

สำหรับท่านที่สงสัยว่า Hand Cream นี้ ท่านได้แต่ใดมา ขอตอบว่าเจ้าของบล็อกไปช้อปมาจาก StrawberryNET ค่ะ ราคาเต็ม 636 บาท (ขนาด 80 กรัม) ลด 3% สำหรับลูกค้าประจำ และลดพิเศษอีก 11% เป็น 546.96 บาท

ในกล่องเขาได้แนบรายละเอียดผลิตภัณฑ์มาให้ ทั้งยังแถลงไขว่า ผลิตภัณฑ์นี้จะสิ้นอายุ ภายใน 6 เดือนหลังจากเปิดนะจ๊ะ เจ้าของบล็อกก็เลยต้องทำรูปช่วยจำไว้ตามด้านล่าง


ดู Review จาก web ได้ใน link นี้นะคะ

ไว้มีของใหม่จะมาเห่อให้ดูอีกนะคะ :)

Tuesday, June 21, 2011

Restaurant review ・ Ramen Planet Mutsumiya ・



ได้ฤกษ์ไปทานซักทีค่ะ ร้านราเมน แพลนเนท มุสุมิยะ
เนื่องจากได้อ่านจากรีวิวในบล๊อก อร่อยศาสตร์ มาก่อน ประกอบกับเจ้าของบล๊อกเองก็ชอบทานราเมนมาก เลยคิดว่าจะต้องมาลองให้ได้
แล้วก็ไม่ผิดหวังค่ะ :)

ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ Seen Space ชั้น 2 ซอยทองหล่อ 13 ค่ะ
จริงๆแล้วในโครงการนี้มีร้านน่านั่งเยอะเลยค่ะ ที่เล็งๆไว้ก็มี Roast ที่คุณพลอย จริยะเวชเคยเขียนถึง
(เจ้าของบล๊อกเป็นแฟนพันธุ์แท้คุณพลอยเลยค่ะ :))
แล้วก็ยังมีไก่ทอด Bon Chon ที่รอต่อคิวอยู่ค่ะ

นอกจากจะมีร้านอาหารแล้ว ร้านเสื้อผ้า , Stationary ก็มีนะคะ
แต่วันนี้เจ้าของบล๊อกหิวแล้วค่ะ ขอพุ่งไปกินก่อน
ร้านราเมนนี้เปิดถึง 5 ทุ่มเลยนะคะ เอาใจสาวออฟฟิศอย่างเรามาก
ก็คิดดูว่ากว่าจะเลิกงานก็หกโมงแล้ว ถ้าต้องไปทำธุระปะปังอะไรก่อน แล้วร้านปิด 2 ทุ่ม ก็จบกัน
วันที่ไปทานที่ก็ไปหลังจากออกกำลังกายเสร็จค่ะ เรียกว่าเอาแคลอรี่ออกไป แล้วก็เอากลับเข้ามาอย่างรวดเร็วเลยทีเดียว ฮ่าๆ




บรรยากาศในร้านจะสะอาด สว่างๆค่ะ ตกแต่งด้วยภาพวิวทิวทัศน์ฮอกไกโด ทำหน้าที่ชวนเที่ยวญี่ปุ่นไปในตัว
วันนี้เราสั่งกันมา 3 อย่าง
จานแรก Black-Tonkotsu-Ramen (190 บาท) ชามนี้รสชาติเข้มข้น กลมกล่อมค่ะ
แต่ข้อดีคือไม่เลี่ยน อย่างยามาโกย่า ซึ่งจริงๆแล้วเจ้าของบล๊อกก็ชอบยามาโกย่ามาก แต่พอกินไปซักครึ่งทางจะเริ่มทรมานนิดๆ เพราะความเลี่ยน แม้จะสั่งพริกโทบังจันมาช่วยแล้วก็ตาม
ราเมนที่นี่มีขนาดเดียวนะคะ แต่คิดว่าขนาดไม่ใหญ่เกินไปค่ะ ทานหมดได้สบายๆ




ต่อมาเป็น Kimuchi-Ramen (210 บาท) กิมจิรสไม่จัดมากค่ะ




ที่เลิฟสุดคือเกี๊ยวซ่า (100 บาท) เลยค่ะ แป้งบางนุ่ม ส่วนที่จี่กระทะมาก็กรอบ
ไส้หมูข้างในได้รสน้ำซุปที่ออกจากหมู อร่อยๆ :)



เครื่องดื่มวันนี้เป็นชาเขียวร้อน Refill แก้วละ 35 บาท
VAT 7% รวมอยู่ในราคาอาหารแล้วค่ะ ไม่มี Service Charge

ต้องขอเตือนก่อนว่าที่จอดรถในโครงการน้อยมาก ซึ่งพนักงานโบกรถจะให้ไปจอดที่อาคาร Home Place แต่ที่นู่นคิดค่าจอดตั้งชั่วโมงละ 100 บาท (Stamp ที่ทางร้าน Stamp ให้ไม่สามารถใช้ได้นะคะ)
เราต้องไปบอกพนักงานโบกรถน่ะค่ะ เค้าก็จะ Stamp อีกอย่างให้เรา แต่ก็ต้องจ่ายเงินให้ Seen Space 60 บาทค่ะ
ฉะนั้น แนะนำว่าจอดที่ J-Avenue ถูกกว่าหลายเลยจ้า :)

Thursday, April 14, 2011

Snack review ・Maruko Blueberry ・

It's Songkran now. I normally not play Songkran.
But I love this festival because I will have a very long holiday. (5 days in a row woo hoo..)
Since I have plenty time to do many things including cooking.
So I started my day with waffle but unfortunately that it came out not so impressive.
I'm not sure whether the recipe that is not good or because I use this waffle machine for the first time and not quite familiar with it yet, that makes my waffle not good.

Anyways, I leave my dessert to the instant thing that won't disappointed me.
Dessert that I choose today is Maruko Blueberry that I have from the Hokkaido Food Fair.
Umm.. it's quite hard to describe the type of this thing.
It's just like the blueberry that packed in cube and it will dissolve in the milk and will make it a blueberry milk with some cruchy blueberry.
To summary, I think it's good and fun to watch when it dissolve.

Maruko blueberry price 200 Baht 4 pieces per pack




เข้าเทศกาลสงกรานต์แล้ว เป็นเทศกาลที่เจ้าของบล็อกชอบมาก
ไม่ใช่เพราะได้ออกไปเล่นสงกรานต์ที่ไหน แต่เป็นเพราะว่าได้มีเวลาเย้อ เย้อออ
ได้ทำนู่นทำนี่ ได้ลองสูตรอาหารใหม่ๆ
แต่วันนี้โชคคงไม่เข้าข้าง เพราะวาฟเฟิลที่ลองทำไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสูตร หรือว่าเพราะ
เรายังไม่ชินกับเครื่องทำวาฟเฟิลก็ไม่แน่ใจ
พอถึงของหวานก็เลยหมดแรง หันมาพึ่งของสำเร็จรูปบ้างดีกว่า

ของหวานวันนี้มาจากงานเทศกาลอาหารฮอกไกโดค่ะ
ซึ่งเจ้าของบล๊อกก็ไม่รู้จะอธิบายว่ามันเป็ของหวานชนิดไหนดี
คือมันเหมือนเป็นบลูเบอร์รี่อัดก้อน ที่พอเติมนมแล้วมันก็จะแตกออก กลายเป็นนมรสบลูเบอร์รี่ ที่มีเม็ดบลูเบอร์รี่กรอบๆให้เคี้ยวเล่นด้วยค่ะ
เอาเป็นว่าโดยรวมก็อร่อยดี ตอนที่นั่งคนให้ก้อนบลูเบอร์รี่แตกก็สนุกดีล่ะ :)

Maruko blueberry ราคาประมาณ 200 บาท มี 4 ชิ้นใน 1 แพคค่ะ




My failed waffle :( but looks good anyway and Häagen-Dazs ice cream always help. :)

Sunday, April 10, 2011

Gadget review ・Button maker ・

I have found this gadget in Daiso shop (again :) ).
Here is loaded with cool stuffs but you have to spend a while to find it.
This is also one of the value for money gadget in my opinion.
It is the button maker. They have 3 sizes of button maker, I bought the small one that has 15 mm. diameter.

And the direction is soooo easy and quick.
But you should use only cotton or fabric that is not too thick.




ไปเจอของเล่นใหม่มาค่ะ เป็นที่ทำกระดุมแบบ DIY
ของเล่นนี้ก็มาจากร้าน Daiso อีกเช่นเคย เป็นร้านที่เจ้าของบล๊อกไปเดินบ่อยมากๆๆๆ และสามารถใช้เวลาอยู่ในนั้นได้เป็นครึ่งวันเลยทีเดียว
ที่ Daiso มีของดีๆ ราคาถูกอยู่เยอะ แล้วของบางอย่างก็มีไอเดียน่ารักๆ แบบญี่ปุ๊น ญี่ปุ่นอยู่
แต่ก็ต้องมีเวลาเลือกพอสมควรค่ะ

ที่ทำกระดุม DIY นี้ มีให้เลือก 3 ขนาดค่ะ แล้วก็มีกระดุม Refill ให้ซื้อต่างหากด้วย ถ้าเกิดว่าเราใช้กระดุมใน
pack หมดแล้ว
เจ้าของบล๊อกเลือกขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลาง 15 mm. มาค่ะ

วิธีทำก็ง้าย ง่าย ดังนี้ค่ะ


Directions

1. Cut cloth to a circle shape twice time of the button.
2. Put cloth and button shell into the punch. (The white one)
3. Adjust cloth by covering button shell.
4. Put the back side button on the punch and push.
5. Push out the button from the punch.

Easy, huh. :)




วิธีผลิตกระดุม

1. ตัดผ้าเป็นวงกลม ให้ใหญ่ประมาณ 2 เท่าของขนาดกระดุมของเราค่ะ
2. เอาผ้าที่เราตัดไว้ ใส่ลงในพิมพ์สีขาว ตามด้วยแผ่นกระดุม
3. จัดผ้าให้ครอบกระดุมทั้งหมดนะคะ แล้วกดลงไปค่ะ
4. ตัดผ้าที่เกินออกมา แล้วเอาด้านหลังของกระดุมวางด้านบน กดลงไปค่ะ
5. ผลิตกระดุมสำเร็จ เอากระดุมเอาจากพิมพ์ได้เลยค่ะ

ง่ายเนอะ :)

Tuesday, January 25, 2011

Restaurant review ・ Mizu's Kitchen ・


I've found this restaurant in 'a day' magazine.
Normally it's a teenagers magazines that present about new / different way of thinking.
But this issue is different. They present 100 yummy restaurants in Thailand and I think it's interesting because most of them have their unique style / selling point.

And for our first try we choose Mizu's Kitchen that is located near my bf's office so we don't have to waste much time on the road on our Friday night.

This restaurant is in Patpong area, where I don't think it's a dinner place at all. We lost in ago-go land and have to deny many shows those offer us for about 15 mins and finally we found it.


"Mizu's Kitchen"

Patpong soi 1, left hand side.


A retro style decoration



We ordered 2 recommended menus, Sarika beef steak and Stroganof rice.

They were delicious, the beef steak and beef in stroganof rice were taste good, soft and tender. They also provide the steak sauce separately but we think it's too salty so we didn't pour them all.

The size of steak platter is quite small while Stroganof rice is quite big.

This meal cost us about 500 Baht. including beer. Reasonable.

So.. if you have chance to stop by around Patpong area, let's try. :)