วันนี้มาลองทานขนมจากในรั้วในวังกันค่ะ แต่ว่าไม่ใช่ขนมโบราณเน้อ
เพียงแต่ว่ามันมาจากโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดานั่นเอง ก็มาจากวังล่ะเนอะ :D
พวกขนม/อาหารในโครงการสวนจิตรลดานี่ก็มีที่เจ้าของบล๊อกชอบอยู่หลายเมนูนะคะ
นมเขาก็หอม ไม่คาวด้วย (เจ้าของบล๊อกดื่มนมคาวๆไม่ไหวจริงๆค่ะ จะแหวะเอา) แล้วก็ยังมีบ๊วยกวนที่เคี้ยวนุ่มหนึบหนับ เปรี้ยวกำลังดี หวานกำลังโดน (เอ๊ะ! คุ้นๆ) ส่วนน้ำมะเขือเทศนี่ก็ดูจะเป็นที่นิยมของคนรักผิวสวย เพราะของเค้าเข้มข้นจริง (แต่อันนี้เจ้าของบล๊อกไม่เคยลองนะคะ ฟังเขาว่ามาอีกที)
กลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่า
ขนมนำเสนอวันนี้คือ เนยแข็งมหามงคลชนิดทาและขนมปังกรอบ จ้า
เจ้าของบล๊อกช้อบ ชอบ แต่ก็หาซื้อยากอยู่ กล่องนี้ได้มาจาก ร้านภูฟ้า สาขาดิสคอฟเวอรี่ ที่เดี๋ยวเขาจะปิดปรับปรุงนั่นล่ะ ราคาก็ไม่แพงด้วยนะเออ น่าจะ 10 กว่าบาทน่ะค่ะ ถ้าเจอร้านที่เป็นโครงการหลวงต่างๆ ลองชะเง้อดูในตู้เย็นนะคะ เขานอนอยู่ในนั้นแหละ
อ่ะ มาดูหน้าตากัน
ขนาดกล่องเขาไม่ใหญ่นะคะ ก็ประมาณฝ่ามือ
เปิดออกมามี 2 หลุมค่ะ หลุมแรกใส่ cracker ไว้ 3 แผ่น
อีกหลุมเป็นเนยแข็งมหามงคล ให้มาเยอะจุใจ ทาได้หนาพอสมควร แถมที่ตักเนยเล็กๆให้ด้วย
ที่ชอบก็เพราะว่ารสชาติมันเหมือนครีมชีสเลยค่ะ หย่อยๆ
ครั้งนี้เจ้าของบล๊อกแอ๊พพลายนิดหน่อย พอดีว่าที่บ้านมีกุ้งแห้งอยู่ก็เลยเอามาแปะไว้ด้านบน
ดูไปดูมา โอ๊ะ!~ นี่มันค๊อกเทลกุ้งแห้ง ดูหรูไฮอย่างไม่น่าเชื่อ >.< ถ้ามีไข่ปลาคาเวียร์ก็น่านำมาโรยยิ่งนัก (เคยกินเหรอยะหล่อน - -') แถมรสชาติก็เข้ากันด้วยนะเอ้อ
จบรีวิวกันไปอย่างดื้อๆ
เอาเป็นว่าถ้าใครไปพบเจอล่ะก็ อย่าลืมซื้อมาลองชิมกันนะคะ
อร่อย แล้วก็ไม่แพงด้วยล่ะ :)
Friday, July 6, 2012
Thursday, July 5, 2012
Restaurant review • Good Apple •
วันนี้ก็มารีวิวร้านอาหารแถวบ้านอีกตามเคยค่ะ
คือช่วงนี้เจ้าของบล๊อกกับคุณแฟนกำลังตระเวนหาของอร่อยใกล้ๆ เผื่อวันไหนหิวๆ จะได้นึกร้านใกล้ๆออกได้ทันที ไม่เสียเวลา เพราะว่าเรื่องกินนี่เรื่องใหญ่ค่ะ ;b
ร้านที่จะพามาทานวันนี้อยู่ในซอยอินทามระ 4 ค่ะ ใกล้ๆกับโรงเรียนรุจิเสรีวิทยา ผ่านมากี่ทีก็ไม่เคยมาทันร้านปิดซักกะที เจ้าของบล๊อกกับคุณแฟนเลยหมายหัวร้านนี้เอาไว้ ว่าต้องมาทานให้ได้ แล้วก็สัมฤทธิ์ผลค่ะ โชคดีเมื่อวานคุณแฟนเลิกงานเร็ว เลยได้ฤกษ์ลองทานกัน
ในร้านมี 2 zone นะคะ outdoor กับ indoor เดินเข้ามาเจอป้ายถึงได้รู้ว่าเขาเปิด 11.00-20.00 น. อาหารก็หลากหลายค่ะ มีทั้งไทย ทั้งอิตาเลี่ยน ระหว่างที่กำลังงงๆ ดูเมนูกันอยู่ เชฟเดินออกมาบอกว่าซีซ่าร์สลัดสิๆ อร่อยๆ ก็เลยอ่ะ เอาๆ
พอลองดูเมนูต่อ น้องพนักงานเสิร์ฟบอกว่าสปาเก็ตตี้พริกแห้งเบคอนก็อร่อยค่ะ เลยสั่งมาอีก 1
คราวนี้ปิดเมนูแล้ว ถามเค้าเลยดีกว่า ว่าแนะนำอะไรอีกบ้าง เขาว่าลาซานญ่า ก็เลยเอาลาซานญ่าผักขมมาอีกจาน
อาหารทั้ง 3 ค่ะ
ซีซ่าร์สลัด รสชาติกลางๆค่ะ
สปาเก็ตตี้พริกแห้งเบคอน จานนี้เข้มข้น อร่อย แต่งงนิดหน่อยที่เขาใส่พริกหยวกเหลืองมาด้วย
ลาซานญ่าผักโขม จานนี้ก็กลางๆ เช่นกัน มันไปนิด
ทานอาหารเสร็จก็ต่อด้วยของหวาน (เอ่อ.. ได้ข่าวว่ากินกันตอน 2 ทุ่ม)
เจ้าบล๊อกบล๊อกสั่งไอศครีมมา เพราะเห็นว่าเป็นเจลาโต้ดูน่ากิน ถ้วยนี้รสคาราเมลค่ะ แต่ได้ไปลองชิมรสบลูเบอร์รี่ชีสเค้กด้วย ก็แหล่มที่เดียว แต่เค้ากลัวคอเลสเตอรอล (หืมมม....)
มื้อนี้เบ็ดเสร็จแล้วราคา 480 บาทจ้า อิ่มแปล้ทีเดียวเชียว
สรุปว่าสปาเก็ตตี้อร่อย ไอศครีมอร่อย เห็นเขามีเครื่องปั่นไอศครีมเครื่องมโหฬารมากอยู่ในครัว น่าจะทำเป็นล่ำเป็นสันเลย
ใครที่ชอบทาเจลาโต้ก็ลองแวะไปชิมกันนะคะ (วันนั้นที่ไปทาน เป็นลูกค้าเจ้าเดียว กลัวเค้าเจ๊งง่ะ เดี๋ยวจะไม่มีของอร่อยกิน) :)
Labels:
gelato,
good apple,
restaurant,
review,
salad,
spaghetti
Wednesday, June 13, 2012
Restaurant review • Kitchen & More Than I Can Say •
อยู่ที่ La Villa อารีย์ค่ะ ร้านนี้อร่อยนา เชฟอิมพอร์ตมาจากกอร์ดอง เบลอเลยทีเดียว แต่คนไม่ค่อยพลุกพล่าน เพราะเค้าตั้งอยู่ด้านในๆ อยู่ใกล้ๆกับร้านล้างรถเลยค่ะ
อาหารเป็นแนวฟิวชั่นนานาชาติ (จริงๆเชฟเขาว่าไม่ฟิวฯ แต่เราว่ามันฟิวฯอ่ะ) มีทั้งอาหารไทยไปจนถึงอิตาลี่ และที่สำคัญ ค็อกเทลเขาก็อร่อยนะเอ้อ
ป.ล. เจ้าของบล็อกมาทานหลายครั้ง ต่างกรรมต่างวาระ เลยมีรูปสะสมไว้เพียบ เค้าไม่ได้กินหมดนี่ในมื้อเดียวนะตะเอง ~
บรรยากาศโดยรวมตกแต่งแบบวินเทจ มีโคมไฟสวยๆเยอะเชียวค่ะ แต่ละโต๊ะจะมีกล้ามะพร้าววางอยู่บนชาม ก็เป็นไอเดียเก๋ๆดีนะคะ เจ้าของบล็อกแอบชอบเหล็กดัดหน้าร้าน ดูคลาสสิคดี
อาหารคาวที่ได้เข้าปากเจ้าของบล็อกไป มีรายนามดังนี้ จำราคาไม่ได้ ต้องอภัยนะคะ
เส้นหมี่ผัดกระเฉดกุ้ง
ยำปูนิ่มทอดกรอบ
Fish & Chips
พาสต้าผักขมพริกแห้ง
ไก่เส้นซอสมะขาม
พิซซ่าคาโบนาร่าหมูกรอบ
มาทานของหวานบ้างค่ะ นานน้าน เจ้าของบล็อกจะทานของหวานซะที จานนี้เพื่อนรีเควสท์ค่ะ
เป็น Crepe Suzette มีไอติมมะนาวตะไคร้เคียงมา อร่อยค่ะ
ทานของหวานเสร็จแล้วก็ยังนั่งชิวๆต่อได้นะคะ เขามีบาร์เครื่องดื่มบริการ แถมยังมี Happy Hour ซื้อ 1 แถม 1 ช่วง 5 โมงเย็น ถึง 2 ทุ่มนะจ๊ะ
Raspberry Mojito
แก้วนี้จำไม่ได้ง่ะ
Tuesday, June 5, 2012
Snack review ・Custard Cake ・
พูดถึงคัสตาร์ดเค้ก บ้านเราก็มียูโร่ คัสตาร์ดเค้กที่อยู่มานาน วันหนึ่งฟัน-โอ เขาก็ออกคัสตาร์ดเค้กมาบ้าง ก็เลยอยากรู้ว่า เอ.. แล้วของใครมันจะถูกใจเรากว่ากันน้า.. ก็เลยเกิดรีวิวนี้ขึ้นค่ะ
ตอนแรกก็กะว่าจะเปรียบเทียบแค่ 2 ยี่ห้อ แต่ไปค้นร้าน แล้วเจอคัสตาร์ดเค้กเวียดนามเข้าอีกยี่ห้อนึง เขาชื่อโซไลท์ ก็เลยจับมาเข้าประกวดร่วมกันไปเลย
หน้าตา packaging ของทั้ง 3 ยี่ห้อ ก็จะเป็นเยี่ยงนี้นะคะ
ซองก็เป็นสีเหลืองเหมือนๆกันนะคะ น่าจะสื่อถึงคัสตาร์ดแหละ แล้วก็โชว้ใส้ด้านในที่ดูเยิ้มพอกัน ซองฟัน-โอ คัสตาร์ดเค้กจะมีน้องแพนเค้กพรีเซนเตอร์เสริมเข้ามาด้วย แถมลายเซ็นอีกต่างหาก ส่วนของโซไลท์ ซองเขาจะด้านๆ ดูไฮ แต่โดยรวม เราชอบซองของยูโร่ฯนะ ดูลงตัวดี
น้ำหนักสุทธิ:
ยูโร่ คัสตาร์ดเค้ก 17 กรัม
ฟัน-โอ คัสตาร์ดเค้ก 20 กรัม
โซไลท์ 20 กรัม
ส่วนประกอบที่สำคัญโดยประมาณ:
ยูโร่ คัสตาร์ดเค้ก
ไข่ไก่ 40% กลูโคสไซรัป 19% แป้งสาลี 16% น้ำคาล 15% น้ำมันปาล์ม 9.5% นมผง 0.5%
ฟัน-โอ คัสตาร์ดเค้ก
ไข่ไก่ 31% น้ำตาล 22% แป้งสาลี 19% น้ำมันพืช 12% น้ำเชื่อมกลูโคส 11% นมผง 2.5% อิมัลซิไฟเออร์ 1% (แต่งกลิ่นและสีสังเคราะห์ ใช้วัตถุกันเสีย)
โซไลท์
แป้งสาลี 30% ไข่ไก่ 28% น้ำตาล 19% น้ำมันปาล์ม 10% ครีมเนย 10% (แต่งกลิ่นและสีสังเคราะห์ ใช้วัตถุกันเสีย)
พิจารณารูปลักษณ์ภายนอกกันไปแล้ว ก็มาดูภายในกันบ้างค่ะ เปิดถุงออกมาป๊าบ แต่ละยี่ห้อเค้าก็จะมีกลิ่นหอมในแบบของตัวเอง อย่างยูโร่ คัสตาร์ดเค้ก จะเป็นกลิ่นหอมหวานๆ แบบขนม, ฟัน-โอ คัสตาร์ดเค้ก เป็นกลิ่นหอมไข่ ส่วนโซไลท์นั้นก็หอมแบบหวานๆเหมือนยูโร่ฯ แต่กลิ่นจะจางๆค่ะ
ดูที่รูปร่างขนม จะเห็นว่ารูปร่างของยูโร่ คัสตาร์ดเค้ก กับฟัน-โอ คัสตาร์ดเค้กเป็นทรงโดมครึ่งวงกลมเหมือนกัน ในขณะที่โซไลท์ด้านบนจะไม่นูนเป็นโดมขึ้นมาแต่จะเรียบๆค่ะ
สำหรับสีสันยูโร่ คัสตาร์ดเค้กจะมีสีเข้มที่สุด รองลงมาคือโซไลท์ และฟัน-โอ คัสตาร์ดเค้ก ตามลำดับ
ลองดูไส้ขนมกันเต๊อะ เริ่มจาก ยูโร่ คัสตาร์ดเค้ก ที่เอิ่ม... หักครึ่งแล้วยังเจอไส้คัสตาร์ดแบบฉิวเฉียดมาก ส่วนรสชาติก็... หวานเจี๊ยบจ้า... ทั้งไส้และแป้ง หวานชนะเลิศยี่ห้ออื่นๆเลยทีเดียว แต่เนื้อขนมปังจะชุ่มๆกว่ายี่ห้ออื่น
ต่อด้วยฟัน-โอ คัสตาร์ดเค้กที่ไส้อยู่ตรงกลางเป๊ะ มีความยืดเยิ้มที่น่าประทับใจ แม้ว่าจะไม่ได้เยอะมากมาย รสชาติไม่หวานมาก แต่แปลกที่แม้จะมีไส้มากกว่ายูโร่ฯ แต่มันฝืดคอจังแฮะ แถมไส้ก็ออกจะหนืดๆ เลยช่วยเพิ่มพลังฝืดๆได้เป็นอย่างดี
ส่วนโซไลท์นั้น.. มีความงงเล็กน้อย คือ... มันไม่เหมือนไส้คัสตาร์ดเลย เหมือนเป็นโซนชุ่มฉ่ำมากกว่า เพราะไส้ดูเป็นเนื้อเดียวกับขนมปังมาก ไม่ยืดไม่เยิ้มแต่อย่างใด อ่ะ... มาลองชิม ขนมปังออกจะร่วนและแห้งกว่ายี่ห้ออื่น กัดคำแรกก็จ๋อยๆหน่อย แต่พอกินรวมกับไส้ อ้าว... อร่อยขึ้นแฮะ เพราะอย่างที่บอกว่า ไส้มันไม่เชิงเป็นคัสตาร์ด มันเป็นเหมือนขนมปังที่ทาเนยมาฉ่ำๆน่ะค่ะ มันเลยช่วยให้แป้งแห้งๆร่วนๆดีขึ้นได้พอสมควร กลิ่นหอม รสชาติก็ไม่ได้หวานมาก
หลังจากทานเสร็จ มาดูความมันของขนมกัน สรุปว่ายูโร่ คัสตาร์ดเค้ก ชนะเลิศจ้า
โดยสรุป เจ้าของบล๊อกชอบยี่ห้อโซไลท์ค่ะ หวานน้อย และมันน้อยที่สุด หลังจากทานหมด 3 ชิ้น อยากบอกว่าเลี่ยนมากค่ะ ก็ลองดูปริมาณน้ำตาลของขนมแต่ละชิ้นสิคะ จริงๆแล้วก็ไม่ดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ เก็บไว้ทานเวลาจำเป็นจริงๆก็แล้วกันเนอะ :)
ตอนแรกก็กะว่าจะเปรียบเทียบแค่ 2 ยี่ห้อ แต่ไปค้นร้าน แล้วเจอคัสตาร์ดเค้กเวียดนามเข้าอีกยี่ห้อนึง เขาชื่อโซไลท์ ก็เลยจับมาเข้าประกวดร่วมกันไปเลย
หน้าตา packaging ของทั้ง 3 ยี่ห้อ ก็จะเป็นเยี่ยงนี้นะคะ
ซองก็เป็นสีเหลืองเหมือนๆกันนะคะ น่าจะสื่อถึงคัสตาร์ดแหละ แล้วก็โชว้ใส้ด้านในที่ดูเยิ้มพอกัน ซองฟัน-โอ คัสตาร์ดเค้กจะมีน้องแพนเค้กพรีเซนเตอร์เสริมเข้ามาด้วย แถมลายเซ็นอีกต่างหาก ส่วนของโซไลท์ ซองเขาจะด้านๆ ดูไฮ แต่โดยรวม เราชอบซองของยูโร่ฯนะ ดูลงตัวดี
น้ำหนักสุทธิ:
ยูโร่ คัสตาร์ดเค้ก 17 กรัม
ฟัน-โอ คัสตาร์ดเค้ก 20 กรัม
โซไลท์ 20 กรัม
ส่วนประกอบที่สำคัญโดยประมาณ:
ยูโร่ คัสตาร์ดเค้ก
ไข่ไก่ 40% กลูโคสไซรัป 19% แป้งสาลี 16% น้ำคาล 15% น้ำมันปาล์ม 9.5% นมผง 0.5%
ฟัน-โอ คัสตาร์ดเค้ก
ไข่ไก่ 31% น้ำตาล 22% แป้งสาลี 19% น้ำมันพืช 12% น้ำเชื่อมกลูโคส 11% นมผง 2.5% อิมัลซิไฟเออร์ 1% (แต่งกลิ่นและสีสังเคราะห์ ใช้วัตถุกันเสีย)
โซไลท์
แป้งสาลี 30% ไข่ไก่ 28% น้ำตาล 19% น้ำมันปาล์ม 10% ครีมเนย 10% (แต่งกลิ่นและสีสังเคราะห์ ใช้วัตถุกันเสีย)
พิจารณารูปลักษณ์ภายนอกกันไปแล้ว ก็มาดูภายในกันบ้างค่ะ เปิดถุงออกมาป๊าบ แต่ละยี่ห้อเค้าก็จะมีกลิ่นหอมในแบบของตัวเอง อย่างยูโร่ คัสตาร์ดเค้ก จะเป็นกลิ่นหอมหวานๆ แบบขนม, ฟัน-โอ คัสตาร์ดเค้ก เป็นกลิ่นหอมไข่ ส่วนโซไลท์นั้นก็หอมแบบหวานๆเหมือนยูโร่ฯ แต่กลิ่นจะจางๆค่ะ
ดูที่รูปร่างขนม จะเห็นว่ารูปร่างของยูโร่ คัสตาร์ดเค้ก กับฟัน-โอ คัสตาร์ดเค้กเป็นทรงโดมครึ่งวงกลมเหมือนกัน ในขณะที่โซไลท์ด้านบนจะไม่นูนเป็นโดมขึ้นมาแต่จะเรียบๆค่ะ
สำหรับสีสันยูโร่ คัสตาร์ดเค้กจะมีสีเข้มที่สุด รองลงมาคือโซไลท์ และฟัน-โอ คัสตาร์ดเค้ก ตามลำดับ
ลองดูไส้ขนมกันเต๊อะ เริ่มจาก ยูโร่ คัสตาร์ดเค้ก ที่เอิ่ม... หักครึ่งแล้วยังเจอไส้คัสตาร์ดแบบฉิวเฉียดมาก ส่วนรสชาติก็... หวานเจี๊ยบจ้า... ทั้งไส้และแป้ง หวานชนะเลิศยี่ห้ออื่นๆเลยทีเดียว แต่เนื้อขนมปังจะชุ่มๆกว่ายี่ห้ออื่น
ต่อด้วยฟัน-โอ คัสตาร์ดเค้กที่ไส้อยู่ตรงกลางเป๊ะ มีความยืดเยิ้มที่น่าประทับใจ แม้ว่าจะไม่ได้เยอะมากมาย รสชาติไม่หวานมาก แต่แปลกที่แม้จะมีไส้มากกว่ายูโร่ฯ แต่มันฝืดคอจังแฮะ แถมไส้ก็ออกจะหนืดๆ เลยช่วยเพิ่มพลังฝืดๆได้เป็นอย่างดี
ส่วนโซไลท์นั้น.. มีความงงเล็กน้อย คือ... มันไม่เหมือนไส้คัสตาร์ดเลย เหมือนเป็นโซนชุ่มฉ่ำมากกว่า เพราะไส้ดูเป็นเนื้อเดียวกับขนมปังมาก ไม่ยืดไม่เยิ้มแต่อย่างใด อ่ะ... มาลองชิม ขนมปังออกจะร่วนและแห้งกว่ายี่ห้ออื่น กัดคำแรกก็จ๋อยๆหน่อย แต่พอกินรวมกับไส้ อ้าว... อร่อยขึ้นแฮะ เพราะอย่างที่บอกว่า ไส้มันไม่เชิงเป็นคัสตาร์ด มันเป็นเหมือนขนมปังที่ทาเนยมาฉ่ำๆน่ะค่ะ มันเลยช่วยให้แป้งแห้งๆร่วนๆดีขึ้นได้พอสมควร กลิ่นหอม รสชาติก็ไม่ได้หวานมาก
หลังจากทานเสร็จ มาดูความมันของขนมกัน สรุปว่ายูโร่ คัสตาร์ดเค้ก ชนะเลิศจ้า
โดยสรุป เจ้าของบล๊อกชอบยี่ห้อโซไลท์ค่ะ หวานน้อย และมันน้อยที่สุด หลังจากทานหมด 3 ชิ้น อยากบอกว่าเลี่ยนมากค่ะ ก็ลองดูปริมาณน้ำตาลของขนมแต่ละชิ้นสิคะ จริงๆแล้วก็ไม่ดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ เก็บไว้ทานเวลาจำเป็นจริงๆก็แล้วกันเนอะ :)
Monday, May 21, 2012
• Mrs.Fields's back •
เจ้าของบล็อกไปอยูหลังเขามาค่ะ ไม่รู้เรื่องเลยว่า Mrs.Fields เขากลับมาแล้ว
แต่ประจวบเหมาะว่าวันนี้ได้ไปงานวัดลอยฟ้าที่พารากอนมา ลงบันไดเลื่อนมาชั้นสาม เอ๊ะ! โลโก้สีแดงๆนั้นคุ้นๆ วิ่งปรู๊ดลงมา อุ๊ย! Mrs.Fields กลับมาแล้ว (o゚∀゚o)
คุกกี้ของที่นี่มี 2 แบบนะคะ คือแบบ nibble ชิ้นพอดีคำ กับ soft cookie ขนาดปกติ ราคาชิ้นละ 39 บาท แล้วก็ยังมีมัฟฟิ่นกับบราวนี่ค่ะ แต่เนื่องจากซื้อแค่อย่างเดียว เลยไม่ได้เช็คราคาสินค้าอื่นมาด้วย ต้องขออภัยค่ะ
ตอนนี้เขามี promotion กับ AIS และ Citibank อยู่นะเด้อ
AIS promotion: ซื้อคุกกี้ 6 ชิ้น ฟรี 2 ชิ้น (ตกชิ้ีนละ 29 บาท)
promotion สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2555
Citibank promotion: ซื้อคุกกี้ 12 ชิ้น ฟรี 6 ชิ้น (ตกชิ้ีนละ 26 บาท)
promotion สิ้นสุดวันที่ 15 มิถุนายน 2555
แต่ประจวบเหมาะว่าวันนี้ได้ไปงานวัดลอยฟ้าที่พารากอนมา ลงบันไดเลื่อนมาชั้นสาม เอ๊ะ! โลโก้สีแดงๆนั้นคุ้นๆ วิ่งปรู๊ดลงมา อุ๊ย! Mrs.Fields กลับมาแล้ว (o゚∀゚o)
คุกกี้ของที่นี่มี 2 แบบนะคะ คือแบบ nibble ชิ้นพอดีคำ กับ soft cookie ขนาดปกติ ราคาชิ้นละ 39 บาท แล้วก็ยังมีมัฟฟิ่นกับบราวนี่ค่ะ แต่เนื่องจากซื้อแค่อย่างเดียว เลยไม่ได้เช็คราคาสินค้าอื่นมาด้วย ต้องขออภัยค่ะ
ตอนนี้เขามี promotion กับ AIS และ Citibank อยู่นะเด้อ
AIS promotion: ซื้อคุกกี้ 6 ชิ้น ฟรี 2 ชิ้น (ตกชิ้ีนละ 29 บาท)
promotion สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2555
Citibank promotion: ซื้อคุกกี้ 12 ชิ้น ฟรี 6 ชิ้น (ตกชิ้ีนละ 26 บาท)
promotion สิ้นสุดวันที่ 15 มิถุนายน 2555
ชิ้นที่แถมฟรีมีให้เลือก 2 รสชาติ คือ Semi-sweet chocolate chip และ Milk chocolate chip เท่านั้นนะจ๊ะ :)
Thursday, May 17, 2012
Macaron Festival ・ Bake Ministry Macarons ・
ตั้งแต่วันที่ 16-21 พฤษภาคมนี้ ที่เอ็มโพเรี่ยมมีงาน Emporium Sweet Passion: Macaron Festival ค่ะ งานจัดอยู่ที่ Fashion Hall ชั้น 1 มีร้านขนมมาออกร้านอยู่จำนวนหนึ่ง ดังนี้
กล่องขนาด 16 ชิ้น ราคา 600 บาทค่ะ
ใครรักมาการอง แวะไปชม ไปชิม ไปซื้อได้ค่ะ
อ้อ.. และถ้าใครเล็งรส Champagne กับ Matcha ของร้านนี้ไว้ล่ะก็ แนะนำให้ไปไวหน่อยนะคะ เขาว่าหมดเป็นรสแรกๆเลย :)
- The Chocolate Boutique by Shangri-La Hotel, Bangkok
- Gourmandises by Swissôtel Nai Lert Park, Bangkok
- Bake Ministry
- Mille Crêpe
- LACERISE MACARON
- Le Goûté
- MA DU ZI Hotel Bangkok
- BONGOUT
- Chooux by b sisters
- WHiSK
กล่องขนาด 16 ชิ้น ราคา 600 บาทค่ะ
ใครรักมาการอง แวะไปชม ไปชิม ไปซื้อได้ค่ะ
อ้อ.. และถ้าใครเล็งรส Champagne กับ Matcha ของร้านนี้ไว้ล่ะก็ แนะนำให้ไปไวหน่อยนะคะ เขาว่าหมดเป็นรสแรกๆเลย :)
Monday, May 14, 2012
Restaurant review • Bakudanya •
วันนี้พามาทานราเมงค่ะ
เออ เจ้าของบล็อกก็เพิ่งจะมารู้ตัวตอนแก่เนี่ยแหละค่ะ ว่าตัวเองเป็นคนที่มักจะเลือกทานอาหารประเภทเส้นเส้น ทั้งก๋วยเตี๋ยว ราเมง สปาเก็ตตี้ เวลาที่อยู่นอกบ้าน อาจจะเป็นเพราะว่ามันง่ายดี จบในจานเดียว แล้วด้วยความที่ตัวเองเป็นคนเรื่่องมากกับข้าวค่ะ คือถ้าเลือกทานข้าวแล้วเจอข้าวที่หุงไม่เป็นเม็ด แฉะๆ เละๆ ก็จะเซ็งๆ อีกอย่าง อาหารไทยเรานี่ข้าวถือเป็นนางเอกเลยนะคะ ถ้าข้าวไม่อร่อยซะแล้ว ตัวประกอบจะเด็ดแค่ไหน ก็ไม่เวิร์คค่ะ ฉะนั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยง วันนี้ก็เลยเลือกทานอาหารเส้นสัญชาติญี่ปุ่นค่ะ
Bakudanta เป็นร้านราเมงที่อยู่ชั้น 6 ห้างอิเซตัน เยื้องๆกับร้านหนังสือ Kinokuniya ค่ะ
ร้านนี้มีอาหารหลักๆก็คือราเมงนะคะ นอกจากนั้นก็จะเป็นพวกเครื่่องเคียงต่างๆ เช่น เกี๊ยวซ่า และคาราอะเกะ เจ้าของบล็อกสั่ง Tsukemen ไซส์เล็กมาทานค่ะ เป็นราเมงแบบเย็นที่เราจะต้องจิ้มจุ่มน้ำซุปในถ้วยก่อนทาน ซึ่งน้ำซุปนี้เค้าก็จะมีความเผ็ดให้เลือกหลายระดับนะคะ รู้สึกว่าถ้าเผ็ดมากๆก็จะ charge เพิ่มขึ้นนิดหน่อยค่ะ
เครื่องเคียงในชาม มีหมู 1 ชิ้น กระหล่ำปลีลวก ไข่ต้ม ถั่วฝักยาวปรุงรส พร้อมโปะต้นหอมญี่ปุ่นแบบพูนๆ
เจ้าของบล็อกเลือกความเผ็ดระดับหก เพราะเผลอสบประมาทว่า คนญี่ปุ่นคงไม่กินเผ็ดนักร้อกกก แต่ผลคือ ปากเจ่อเลยค่ะ เผ็ดใช้ได้เลย (T▽T) รสชาติโดยรวมอร่อยค่ะ ไม่เค็มจัด (ถ้าเทียบกับน้ำซุปซารุ ราเมน ของ Hachiban กับ Shoyu Zaru Rahmen ของ Chabuton) หรืออาจจะเป็นเพราะความเผ็ด ทำให้เราทานน้ำซุปได้น้อยกว่ายี่ห้ออื่นๆรึเปล่าไม่รู้ ชอบถั่วฝักยาว กรุบๆดี แต่เนื้อหมูแห้งไปค่ะ
วันนี้มาคนเดียว ก็เลยสั่งแค่อย่างเดียว (140 บาท) กับน้ำ 1 ขวด (20 บาท) ค่าเสียหาย 189 บาทถ้วนค่ะ (ราคารวม VAT และ TAX นะคะ)
ที่ร้านยังมีราเมงอีกหลายแบบเลยค่ะ ถ้าสนใจก็ลองดูนะคะ รู้สึกว่าจะมีอีกสาขาที่เซ็นทรัลลาดพร้าวด้วยล่ะ :)
เออ เจ้าของบล็อกก็เพิ่งจะมารู้ตัวตอนแก่เนี่ยแหละค่ะ ว่าตัวเองเป็นคนที่มักจะเลือกทานอาหารประเภทเส้นเส้น ทั้งก๋วยเตี๋ยว ราเมง สปาเก็ตตี้ เวลาที่อยู่นอกบ้าน อาจจะเป็นเพราะว่ามันง่ายดี จบในจานเดียว แล้วด้วยความที่ตัวเองเป็นคนเรื่่องมากกับข้าวค่ะ คือถ้าเลือกทานข้าวแล้วเจอข้าวที่หุงไม่เป็นเม็ด แฉะๆ เละๆ ก็จะเซ็งๆ อีกอย่าง อาหารไทยเรานี่ข้าวถือเป็นนางเอกเลยนะคะ ถ้าข้าวไม่อร่อยซะแล้ว ตัวประกอบจะเด็ดแค่ไหน ก็ไม่เวิร์คค่ะ ฉะนั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยง วันนี้ก็เลยเลือกทานอาหารเส้นสัญชาติญี่ปุ่นค่ะ
Bakudanta เป็นร้านราเมงที่อยู่ชั้น 6 ห้างอิเซตัน เยื้องๆกับร้านหนังสือ Kinokuniya ค่ะ
ร้านนี้มีอาหารหลักๆก็คือราเมงนะคะ นอกจากนั้นก็จะเป็นพวกเครื่่องเคียงต่างๆ เช่น เกี๊ยวซ่า และคาราอะเกะ เจ้าของบล็อกสั่ง Tsukemen ไซส์เล็กมาทานค่ะ เป็นราเมงแบบเย็นที่เราจะต้องจิ้มจุ่มน้ำซุปในถ้วยก่อนทาน ซึ่งน้ำซุปนี้เค้าก็จะมีความเผ็ดให้เลือกหลายระดับนะคะ รู้สึกว่าถ้าเผ็ดมากๆก็จะ charge เพิ่มขึ้นนิดหน่อยค่ะ
เครื่องเคียงในชาม มีหมู 1 ชิ้น กระหล่ำปลีลวก ไข่ต้ม ถั่วฝักยาวปรุงรส พร้อมโปะต้นหอมญี่ปุ่นแบบพูนๆ
เจ้าของบล็อกเลือกความเผ็ดระดับหก เพราะเผลอสบประมาทว่า คนญี่ปุ่นคงไม่กินเผ็ดนักร้อกกก แต่ผลคือ ปากเจ่อเลยค่ะ เผ็ดใช้ได้เลย (T▽T) รสชาติโดยรวมอร่อยค่ะ ไม่เค็มจัด (ถ้าเทียบกับน้ำซุปซารุ ราเมน ของ Hachiban กับ Shoyu Zaru Rahmen ของ Chabuton) หรืออาจจะเป็นเพราะความเผ็ด ทำให้เราทานน้ำซุปได้น้อยกว่ายี่ห้ออื่นๆรึเปล่าไม่รู้ ชอบถั่วฝักยาว กรุบๆดี แต่เนื้อหมูแห้งไปค่ะ
วันนี้มาคนเดียว ก็เลยสั่งแค่อย่างเดียว (140 บาท) กับน้ำ 1 ขวด (20 บาท) ค่าเสียหาย 189 บาทถ้วนค่ะ (ราคารวม VAT และ TAX นะคะ)
ที่ร้านยังมีราเมงอีกหลายแบบเลยค่ะ ถ้าสนใจก็ลองดูนะคะ รู้สึกว่าจะมีอีกสาขาที่เซ็นทรัลลาดพร้าวด้วยล่ะ :)
Subscribe to:
Posts (Atom)






